
พลิกมิติสินทรัพย์ดิจิทัล: เมื่อโลกเสมือนเขย่ารากฐานกฎหมายทรัพย์สิน
- Kengkran Louvirojanakul
- 24 ก.พ.
- ยาว 1 นาที
ทีมกฎหมาย B2G Solutions
บทความขนาดสั้นนี้จะพาท่านผู้อ่านสำรวจรอยต่อระหว่าง “เทคโนโลยี” กับ “กฎหมายทรัพย์สิน” ซึ่งกำลังถูกท้าทายด้วยสินทรัพย์ไร้รูปร่างในยุคปัจจุบัน ดังนี้:
1. เราจะสามารถถือว่า “สินทรัพย์ดิจิทัล” (Digital Assets) เป็น “ทรัพย์สิน” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 138ซึ่งบัญญัติว่า “ทรัพย์สิน หมายความรวมถึงทรัพย์และวัตถุไม่มีรูปร่าง ซึ่งมีราคาและอาจถือเอาได้” ได้หรือไม่? เพราะกฎหมายไทยที่มีอยู่อย่างพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ไม่ได้บัญญัติไว้ชัดเจน และพระราชกำหนดดังกล่าวก็ครอบคลุมเพียงคริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัล แต่ยังขาดความชัดเจนในสินทรัพย์ประเภทอื่นที่มีลักษณะเปิดกว้าง (Open-ended) เช่น Non-Fungible Property (NFP)
2. ระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ในอังกฤษได้ตรากฎหมายรับรองให้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็น “ทรัพย์สินส่วนบุคคล” (Personal Property) โดยไม่ถูกจำกัดอยู่เพียง “ทรัพย์ที่จับต้องได้” (Thing in possession) และ “สิทธิเรียกร้อง” (Thing in action) แต่สร้าง “The Third Category of Thing” เพื่อรองรับไฟล์ดิจิทัล คริปโทเคอร์เรนซี และคาร์บอนเครดิต ให้สามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ตามกฎหมาย
3. ยุโรปภาคพื้นทวีปในกลุ่มประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายซีวิลลอว์ ก็มีการปรับตัว เช่น
-ฝรั่งเศส: ตีความให้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็น “สังหาริมทรัพย์ไม่มีรูปร่าง” (Intangible Movable Property) หากมีมูลค่าเศรษฐกิจและโอนได้ ก็สามารถยึดหรือบังคับคดีได้
-เยอรมนี: แม้ตามทฤษฎีจะไม่ถือเป็น “ทรัพย์” (Sache) เพราะจับต้องไม่ได้ แต่กฎหมายสร้าง “สิทธิเสมือนทรัพย์” (Fiction of Property) ขึ้นมา เพื่อให้สามารถจัดการได้ในทางธุรกิจ ล้มละลาย หรือหลักทรัพย์ดิจิทัล
4. ความท้าทายเรื่อง “ความเป็นเจ้าของ” (Ownership): ระบบบล็อกเชน (Blockchain) ตัดตัวกลางออกไป ทำให้การพิสูจน์ความเป็นเจ้าของอิงกับการถือครอง “กุญแจส่วนตัว” (Private Key) แทนเอกสารสิทธิ เมื่อเกิดความเสียหายหรือการแฮครหัสการระบุตัวผู้รับผิดชอบหรือฟ้องร้องนักพัฒนา (Developers) ทำได้ยากลำบาก เช่นคดี Tulip Trading Limited v. van der Laan & Ors ที่มีประเด็นความรับผิดชอบของนักพัฒนาซอฟต์แวร์บล็อกเชนต่อผู้ใช้ โดยโจทก์อ้างความเสียหายหลายพันล้านปอนด์จากการแฮคและยื่นฟ้องนักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ดูแลเครือข่าย Bitcoin โดยอ้างว่านักพัฒนามี “หน้าที่ความรับผิดชอบทางกฎหมาย (Fiduciary Duties)” ในฐานะผู้ควบคุมซอฟต์แวร์ และควรแก้ไขให้โจทก์ได้รับสินทรัพย์ที่สูญหายคืนมา
5. สำหรับประเทศไทย อาจต้องเลือกว่าจะใช้การ “ตีความ” ตามหลักกฎหมายทรัพย์สินในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่มีอยู่ หรือจะ “ตรากฎหมายเฉพาะ” ขึ้นมาใหม่เหมือนกฎหมายลิขสิทธิ์ เพื่ออุดช่องว่างเรื่องการติดตามทรัพย์และการบังคับคดีให้ชัดเจน เหมือนที่อังกฤษและเยอรมนีได้เริ่มทำแล้ว หรือจะแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ให้ชัดเจนนอกจากนั้น มีประเด็นชวนคิดต่อไปว่า หากเกิดข้อผิดพลาดในสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract Bugs) นักพัฒนาควรมีหน้าที่ความรับผิดชอบทางกฎหมายเทียบเท่ากับผู้ดูแลทรัพย์สินในโลกของความเป็นจริงหรือไม่? และในทางกฎหมายไทย สถานะ Non-Fungible Token คืออะไรกันแน่? เพราะหากเป็นเพียงข้อมูลบนบล็อกเชนที่ไม่มีกฎหมายเฉพาะรองรับ เจ้าของที่แท้จริงจะได้รับความคุ้มครองสิทธิเพียงใดนอกเหนือจากสัญญาซื้อขาย? ตลอดจนเมื่อมนุษย์กลายเป็น “Digital Persona” มากขึ้น มรดกทางดิจิทัลเหล่านี้จะถูกจัดการอย่างไรภายใต้กฎหมายมรดกที่ยึดโยงกับทรัพย์สินทางกายภาพ?
ความคิดเห็น